16/06/2026
https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr
💢เก่งเล็ก VS เก่งใหญ่ ! “ คนโรงแรม” เก่า กับ ใหม่ .!ใคร เก๋าเกมส์กว่ากัน …
👨🍳👩🎤🤵🏻♂️ Gen X> Gen Y>Gen Baby bommer.. ข้อถกเถียง -กังขา คาใจ ที่จะเป็นเรื่องเล่า ..ไม่จบ.
💥บริหาร แบบ Owner พยายามผสม เลือดใหม่ กับเก่า ให้อยู่กัน แต่ความยากส์ ! ..Mindset ค่อนบ้าง มี ข้อจำกัด ตามวัย! ไม่มีใครยอมใคร นั่นแหละ..ปัญหา …
🔶โรงแรม สมัยก่อน!
👉โรงแรมมีน้อย การบริหาร แบบ Chain ก็น้อยกว่า แบบ Owner เจ้าของการแข่งขันน้อย ไม่มีค่า Fee กำไรจึง เยอะ พนักงาน จึง ได้รับประโยนช์นั้น เต็มๆ ไม่มีตัวหารมาก..Owner ใก้ลชิด เหมือนครอบครัว..
👉การบริการ แบบ “ ใจถึงใจ“ เข้าใจ เข้าถึง จึง เปรียบ เสมือน ” พระเจ้า“ Service mind 💯/ 💯 บริการ แบบ ลูกค้า ร้องขอพอแล้วๆ คือบริการ เหนือความคาดหมาย!
👉สังคม พนักงาน รักใคร่ กลมเกลียว ไม่เน้นการเมือง เน้นการงาน
จริงใจ ไม่ จิงโจ้ คนรุ่นเก่าจึงมีเพื่อนเยอะ .Reunion บ่อยๆ
👉ลูกค้า เปรียบเสมือน คน ที่เราต้องเคารพ ! เรา ให้เกรียติ์ ลูกค้า และพนง. ก็ได้รับเกรียติ์นั้นกลับ
ลูกค้า ต้อง มีเงิน ถึงมาเที่ยว ไม่ ตระหนี่ ขี้เหนียว เป็นผู้ดี . มากกว่าผู้ร้าย ในสายตา “ คนโรงแรม”
📍 ใช้คน เป็น Manual มากกว่า เทคโนโลยี การบริการ การทำงาน จึง มาจากใจล้วนๆ คนเท่านั้น ที่รู้ใจคน ..พนักพูดคุยกันได้ไกล ชิด สนินสนมกัน จึงทำงาน เป็นทีมได้ดี ..
♦️โรงแรม ปัจจุบัน !
👉โรงแรม มีมาก เจ้าของให้ Chain บริหาร มากกว่า Owner บริหาร
การแข่งขันสูง ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ เป็นค่า Fee / Incentive ให้ Chain เจ้าของ ได้น้อย .. พนักงานด้วย !
เราแทบไม่คุยหรือเจอเจ้าของ ..
👉สังคม พนักงาน แก่งแย่ง ชิงดี เล่นการเมือง มากกว่าการงาน มีพรรคพวก ไม่จริง ถือ มีด ข้างหลังคนละเล่ม เป็นคนGen ใหม่ ชอบทำงานสบาย
👉ลูกค้า คือ ผู้มาเยือน เน้น จะเอา อย่างเดียว หลากหลายเชื้อสาย ความต้องการ ไม่รู้พอ จ่ายน้อย อยากได้ เยอะ กว่าจ่าย . ไม่ จงรักภักดี ที่ไหนถูก ให้มากไป ไม่สนใจพนักงาน จบแล้วจบกัน กรูจ่ายเงิน มรึง คือ “ ขี้ข้า”
📍ใช้เทคโนโลยี มาช่วย จนจะกลายเป็น โรงแรมRobot ใช้คนน้อย แต่คาดหวัง การบริการ ที่ประทับใจ .จักรกล . รู้ใจคนแค่ไหน?
อาจจะตอบโจทย์ กับบางเรื่อง
❌เชื่อไหม เทคโนฯ ทำให้ พนักงาน สือสารน้อยลง . ไม่คุยต่อหน้า ให้ผ่าน Social เช่น ไลน์ - e- mail
จึงเป็นเหตุให้พนักงาน ไม่สนิท ต่างคนต่างอยู่ .ห่างเหิน . คุยกันไม่ต้องเห็นหน้า..สังคมเปลียนไป?
"หมดยุคกุญแจหนัก ๆ ส่อง 4 ความต่างโรงแรมรุ่นเก๋า vs รุ่นใหม่"
"เมื่อโรงแรมไม่ได้มีไว้แค่นอน: พลิกโฉมจากอดีตสู่ปัจจุบัน"
🏨โรงแรมสมัยก่อน (Traditional Hotel)" กับ "โรงแรมปัจจุบัน (Modern/Smart Hotel)"
หัวข้อหลักในการเล่าเรื่อง (Storytelling) .. เพื่อเห็นชัด ..
1. รูปแบบ (Hotel Concept & Design)
🏨โรงแรมสมัยก่อน (The Classic Look): * เน้นความโอ่อ่า หรูหรา ล็อบบี้กว้างใหญ่ เพดานสูง ตกแต่งด้วยไม้ พรม หรือหินอ่อนหนา ๆ เน้นฟังก์ชันการเข้าพักเป็นหลัก ห้องพักมักมีขนาดและโครงสร้างเหมือน ๆ กัน (Standardization)
🎯โรงแรมปัจจุบัน (The Concept & Lifestyle): * เน้นดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ (Boutique & Lifestyle) มีธีมเฉพาะตัว ใช้พื้นที่กระชับแต่คุ้มค่า (Compact & Functional) ผสมผสานธรรมชาติและดีไซน์มินิมอล มีมุมถ่ายรูปเช็กอิน และเน้นความยั่งยืน (Eco-friendly/Green Hotel) เช่น ลดการใช้พลาสติก
2. การบริการ (Hotel Operations & Services)
🏨โรงแรมสมัยก่อน (High-Touch / Human-Centric):
พึ่งพาพนักงานเป็นหลัก (Human Labor) การเช็กอินต้องทำที่เคาน์เตอร์ ใช้กุญแจจริง (Physical Keys) การเก็บข้อมูลลูกค้าใช้กระดาษหรือระบบคอมพิวเตอร์พื้นฐาน เน้นบริการแบบอบอุ่น
นอบน้อม และใกล้ชิดจากพนักงาน
🏪โรงแรมปัจจุบัน (High-Tech & Seamless Experience):
เน้นความสะดวกรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี (Automation) ลูกค้าเช็กอินผ่านแอปพลิเคชันหรือตู้คีออส (Self-service Kiosk) ใช้ระบบกุญแจดิจิทัล (Digital/Mobile Key) มีการใช้ AI และดาต้าในการจำพฤติกรรมลูกค้า พนักงานจะเปลี่ยนบทบาทจากคนคอยทำเอกสาร มาเป็น "ผู้สร้างประสบการณ์" (Experience Creator) ให้ลูกค้าแทน
3. สังคม (Hotel Community & Environment)
🏨โรงแรมสมัยก่อน (Private & Isolated):
โรงแรมคือสถานที่สำหรับ "คนนอก" หรือนักท่องเที่ยวมาพักผ่อน พื้นที่ส่วนกลางมักเงียบสงบ ต่างคนต่างอยู่ ไม่ค่อยเชื่อมโยงกับชุมชนรอบข้าง เน้นความเป็นส่วนตัวสูง
🏪โรงแรมปัจจุบัน (Co-living & Community Hub):
โรงแรมกลายเป็นพื้นที่ส่วนกลางของเมือง (Community Hub) ล็อบบี้ถูกออกแบบให้เป็น Co-working Space หรือคาเฟ่ที่คนในพื้นที่เข้ามานั่งทำงานได้ มีการจัดกิจกรรมร่วมกับชุมชน (Local Experience) เช่น พาทัวร์ตลาดชุมชน นำสินค้าท้องถิ่นมาใช้ เพื่อให้โรงแรมเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
4. กลุ่มลูกค้า (Target Guest Profile)
🏨โรงแรมสมัยก่อน (The Traditional Travelers):
กลุ่มครอบครัว นักธุรกิจ (Business Travelers) หรือกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่ พฤติกรรมคือจองผ่านเอเจนซี่ท่องเที่ยว (Travel Agency) มองหาความคุ้มค่า ความปลอดภัย และมาตรฐานการบริการที่คุ้นเคย
🏗️โรงแรมปัจจุบัน (The Modern Explorers):
กลุ่ม Millennials & Gen Z, Digital Nomads (คนที่ทำงานทางไกล) และ Solo Travelers พฤติกรรมคือจองเองผ่าน OTA (เช่น Agoda, Booking) หรือจองตรงกับโรงแรม นิยมหาข้อมูลจากรีวิวบนโซเชียลมีเดีย ยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อ "ประสบการณ์แปลกใหม่" และต้องการ Wi-Fi ที่เร็วแรงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก
5. เทคโนโลยีสมัยก่อน กับปัจจุบัน ในงานโรงแรม (Hotel Technology: Past vs. Present)
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในธุรกิจโรงแรม ช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับประสบการณ์การเข้าพักของลูกค้าอย่างก้าวกระโดด ดังนี้ครับ:
ระบบการจองห้องพักและการบริหารจัดการ (Reservation & PMS)
⌛️สมัยก่อน: ใช้การบันทึกข้อมูลลงสมุด (Logbook) หรือใช้แผงควบคุมห้องพักขนาดใหญ่ที่เคาน์เตอร์ (Room Board) การจองตั๋วหรือห้องพักต้องทำผ่านโทรศัพท์ โทรสาร (Fax) หรือจดหมายเท่านั้น
🪫ปัจจุบัน: ใช้ระบบ PMS (Property Management System) บน Cloud ที่เชื่อมต่อข้อมูลแบบ Real-time รองรับการจองออนไลน์จากทั่วโลกผ่าน OTA (Online Travel Agencies) และเว็บไซต์ของโรงแรมได้ทันที
⏰การเช็คอินและการเข้าห้องพัก (Check-in & Room Access)
🕰️สมัยก่อน: ลูกค้าต้องเข้าแถวรอเช็คอินที่เคาน์เตอร์เพื่อกรอกเอกสาร และใช้ "กุญแจไข" (Traditional Keys) หรือการ์ดเจาะรู ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญหายและคัดลอกได้ง่าย
📡ปัจจุบัน: เปลี่ยนเป็นระบบ Mobile Check-in / Self-Service Kiosk และใช้ระบบ Keyless Entry (Digital Key) โดยลูกค้าสามารถใช้สมาร์ทโฟนเปิดประตูห้องพักได้เองผ่านบลูทูธ ช่วยลดเวลารอคอยได้อย่างมาก..
📺การจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า (Guest Data & CRM)
สมัยก่อน: จัดเก็บประวัติลูกค้า (Guest Profile) ในรูปแบบของตู้เก็บเอกสารหรือการ์ดกระดาษ (Guest History Card) ทำให้ค้นหาข้อมูลยาก และไม่สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ได้
💻ปัจจุบัน: มีระบบ CRM (Customer Relationship Management) ที่จัดเก็บพฤติกรรมและความชอบของลูกค้าอย่างละเอียด ทำให้โรงแรมสามารถส่งมอบบริการที่ตรงใจ (Personalization) และทำตลาดได้อย่างแม่นยำ
📡การสื่อสารภายในและการบริการลูกค้า (Internal Communication & Guest Service)
📞สมัยก่อน: ใช้โทรศัพท์ภายใน, วิทยุสื่อสาร (Walkie-Talkie) หรือการเดินจดโน้ตเพื่อประสานงานระหว่างแผนก (เช่น หน้าฟรอนต์แจ้งแม่บ้านว่าห้องพร้อมแล้ว) ทุกแผนก ใช้ Logbook ใบคำสั่งต่างๆ มือกับดาษ ล้วนๆ
📡ปัจจุบัน: ใช้แอปพลิเคชันบริหารงานโรงแรมและการสื่อสารภายในเฉพาะทาง แม่บ้านสามารถเปลี่ยนสถานะห้องผ่านแท็บเล็ตได้ทันที รวมถึงมี AI Chatbot คอยตอบคำถามและรับเรื่องจากลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง ทุกแผนก ใช้ ผ่านสื่อออนไลน์ เช่น ไลน์ Whatspp หรือ E- mail.
⭐️คนรุ่นเก่า เก่งภาษา เพราะ ฝึกฝนเรียน รู้จาก ลูกค้า ผ่านประสบการณ์ตรง ความรู้อื่นๆ หายาก ใจล้วนๆ
ต้องจด และท่องจำ..( เก่งจากประสบการณ์)
⚡️คนรุ่นใหม่ เก่งภาษา จากสถาบัน การ และใช้AI สะดวก ความรู้ อยากรู้อะไร chat ถาม 24 ชม.( เก่งจากเทคโนโลยี่ช่วย)
🎼 เมื่อบทเพลงลำนำ เปลียน จึงไม่สามารถ กล่าวได้ว่า ยุคไหนดี กว่า หรือแย่กว่า มันเป็นไปตามกาลเวลา
อยู่ ที่ว่า ในสถานที่นั้น Gen ใหม่ กับ Gen เก่า ปรับจูน Mindset ไปได้ดีแค่ไหน? . วัฒนธรรม องค์ สอดคล้องกันหรือไหม? และ Factor อื่นๆ ไม่สามารถเล่า เรื่อง ใน EP เดียว ..แน่นอน..
Atnn: แล้วเพื่อนๆล่ะ อยู่ Gen ไหน Share ประสบการณ์ให้ เพื่อนๆ ด้วยกัน ได้ รับรู้ เพื่อเดินหน้าต่อ สู้ๆ 🙏
Cr: ภาพประกอบ
กดติดตาม:
https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr
#จุดจบคนโรงแรม #ตามติดชีวิตคนโรงแรม