ดารกะ เชียงดาว Daraga Chiang Dao

ดารกะ เชียงดาว Daraga Chiang Dao Certified dark sky property by NARIT https://m.facebook.com/NARITpage?

ลมพัดเย็นๆเช้านี้********เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดDark sky property certified by NARITห้องพัก 4 ห้อง ลานกางเต็นท์ท้องฟ้ามืด ...
16/08/2026

ลมพัดเย็นๆเช้านี้
********
เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
Dark sky property certified by NARIT

ห้องพัก 4 ห้อง ลานกางเต็นท์
ท้องฟ้ามืด กาแล็กซี เนบิวลา ดวงดาว หิ่งห้อย และ.. ความสงบ
********

ติดต่อ 081 296 0130
Whatsapp: +66 81 296 0130
Line ID: 0818603153
WeChat: sirikul55

#เชียงดาว


#ดอยหลวงเชียงดาว

11/08/2026

12 สิงหาคมนี้ ลุ้นชม “ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์” คืนวันแม่

คืนวันที่ 12 สิงหาคม 2569 จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 13 สิงหาคม 2569 จะเกิดปรากฏการณ์ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ (Perseids Meteor Shower) หรือที่มักเรียกกันว่า “ฝนดาวตกวันแม่” จุดศูนย์กลางการกระจายตัวอยู่ในกลุ่มดาวเพอร์เซอุส ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เวลาประมาณ 23:00 น. ของคืนวันที่ 12 สิงหาคม 2569 จากนั้นชมได้ต่อเนื่อง จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 13 สิงหาคม 2569 คาดว่าจะมีอัตราการตกเฉลี่ยสูงสุดประมาณ 100 ดวงต่อชั่วโมง

สำหรับช่วงเวลาการเกิดปรากฏการณ์ในปีนี้ไม่แสงจันทร์รบกวน เหมาะแก่การสังเกตการณ์เป็นอย่างยิ่ง แนะนำชมในบริเวณที่ห่างจากตัวเมืองหรือบริเวณที่ไม่มีแสงรบกวน สำหรับวิธีการสังเกตฝนดาวตก ที่ดีที่สุด คือ นอนชมด้วยตาเปล่า ตามทิศทางการกระจายตัวของฝนดาวตก หากสภาพอากาศดี ฟ้าใสไร้ฝน สามารถชมความสวยงามของฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ได้ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงฤดูฝน และมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ หากพลาดชมปรากฏการณ์ครั้งนี้ยังสามารถติดตามชมฝนดาวตกอื่น ๆ ได้ เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี

ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ เป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างเป็นอันดับสองรองจากฝนดาวตกลีโอนิดส์ สามารถสังเกตเห็นได้ในช่วงระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม - 24 สิงหาคมของทุกปี และมักมีอัตราการตกสูงสุดในช่วงวันที่ 12 - 13 สิงหาคม มีสีสันสวยงาม เกิดจากเศษฝุ่นละอองที่ดาวหางสวิฟท์-ทัตเทิล (109P/Swift-Tuttle) เหลือทิ้งไว้ในวงโคจร เมื่อโลกโคจรตัดผ่านเข้าไปในบริเวณที่มีเศษฝุ่นดังกล่าว จะดึงดูดเศษฝุ่นเหล่านี้เข้ามาในชั้นบรรยากาศ เกิดการลุกไหม้เป็นแสงสว่างวาบบนท้องฟ้า เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไม่มีผลกระทบต่อโลก

07/08/2026

“หนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า”
“ทุกคืนของปี... มีดาวสองดวงที่มองเห็นกัน แต่ไม่มีวันได้อยู่เคียงกัน

จนกระทั่งคืนหนึ่งในรอบปี ฝูงนกกางเขนจะสร้างสะพานบนท้องฟ้า เพื่อให้คนรักทั้งสองได้กลับมาโอบกอดกันอีกครั้ง...”

นี่คือตำนานความรักของ หนิวหลาง (Niulang) และ จือนี่ว์ (Zhinü) หรือที่ชาวญี่ปุ่นรู้จักในชื่อ “โอริฮิเมะกับฮิโกโบชิ” ตำนานที่กลายเป็นต้นกำเนิดของเทศกาลชีซีในจีน และเทศกาลทานาบาตะในญี่ปุ่น เรื่องราวนี้ได้รับการสืบทอดต่อเนื่องมานานกว่า 2,000 ปี และยังคงเป็นหนึ่งในตำนานความรักที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเอเชีย

แม้คนไทยจำนวนมากจะรู้จักในชื่อ “หนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า” คำว่า “หนิว” (牛) ในภาษาจีนหมายถึง “วัว” ซึ่งในบริบทของจีนโบราณหมายรวมถึงโคที่ใช้ทำการเกษตร ดังนั้นจึงพบทั้งคำแปลว่า “หนุ่มเลี้ยงวัว” และ “หนุ่มเลี้ยงควาย” อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านภาษาจีนส่วนใหญ่ใช้คำว่า “คนเลี้ยงวัว” มากกว่า

ตำนานนี้มีรากฐานเก่าแก่ยิ่งกว่าราชวงศ์ฮั่นเสียอีก หลักฐานทางดาราศาสตร์และวรรณกรรมจีนแสดงให้เห็นว่า การเชื่อมโยงดาวอัลแตร์กับหนุ่มเลี้ยงวัว และดาวเวก้ากับสาวทอผ้า มีมาตั้งแต่ยุคก่อนราชวงศ์ฮั่น ส่วนบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรปรากฏชัดในหนังสือโบราณตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในสมัยราชวงศ์ฮั่น

ตามตำนาน หนิวหลางเป็นเด็กกำพร้าผู้ยากจน ถูกพี่ชายและพี่สะใภ้ขับไล่ออกจากบ้าน เหลือเพียงวัวแก่ตัวหนึ่งเป็นสมบัติทั้งหมด

แต่วัวตัวนั้นไม่ใช่วัวธรรมดา

มันคือวัวศักดิ์สิทธิ์จากสวรรค์ ผู้รู้ความลับของเหล่าเทพ

ก่อนตาย วัวบอกหนิวหลางว่า เทพธิดาทั้งเจ็ดจะลงมาอาบน้ำในทะเลสาบแห่งหนึ่ง หากเขาซ่อนอาภรณ์ของเทพธิดาที่อายุน้อยที่สุด นางจะไม่สามารถกลับสวรรค์ได้

เทพธิดาองค์นั้นคือ จือนี่ว์ ธิดาของจักรพรรดิสวรรค์ ผู้มีหน้าที่ทอเมฆและสายรุ้งให้ประดับผืนฟ้า

ในฉบับโบราณหลายสำนวน หนิวหลางซ่อนอาภรณ์ของจือนี่ว์จริง แต่ภายหลังเมื่อทั้งสองได้สนทนาและรู้จักกัน จึงเกิดความรักและตัดสินใจครองคู่กันด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่เพียงเพราะนางกลับสวรรค์ไม่ได้

หลังแต่งงาน ทั้งสองใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย มีบุตรชายหญิงสองคน จือนี่ว์ยังคงใช้ฝีมือการทอผ้าสร้างผืนผ้างดงามจนเป็นที่เลื่องลือ ชีวิตของครอบครัวเต็มไปด้วยความสุข

แต่ความสุขนั้นอยู่ได้ไม่นาน

เมื่อจักรพรรดิสวรรค์และ ซีหวังหมู่ (Xiwangmu) หรือราชินีมารดาแห่งทิศตะวันตก ทราบว่าเทพธิดาลงมาใช้ชีวิตกับมนุษย์ จือนี่ว์จึงถูกเรียกตัวกลับสวรรค์ทันที

หนิวหลางอุ้มลูกทั้งสองไล่ตามภรรยา โดยใช้หนังวัวศักดิ์สิทธิ์ที่วัวสั่งไว้ก่อนตายเป็นพาหนะเหาะขึ้นฟ้า

ทั้งสองเกือบจะได้พบกันอีกครั้ง

แต่ซีหวังหมู่ทรงถอดปิ่นปักผมออกแล้วกรีดลงบนท้องฟ้า

รอยกรีดนั้นกลายเป็นแม่น้ำสีเงินสายมหึมา ซึ่งชาวจีนเรียกว่า “แม่น้ำสวรรค์” และในเวลาต่อมาถูกตีความว่าเป็น “ทางช้างเผือก” แยกคนรักทั้งสองให้อยู่คนละฟากฟ้าตลอดกาล

หนิวหลางและจือนี่ว์ทำได้เพียงมองหน้ากันจากคนละฝั่งของทางช้างเผือก

ด้วยความซาบซึ้งในความรักอันมั่นคง เหล่านกกางเขนจึงบินมาสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสองฝั่งฟ้า

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกวันที่ 7 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติจีน ทั้งสองจึงได้รับอนุญาตให้พบกันเพียงปีละครั้ง

นี่คือที่มาของ “เทศกาลชีซี” (Qixi Festival) ซึ่งถือเป็นวันแห่งความรักของชาวจีน

ตำนานนี้ไม่ได้เป็นเพียงนิทาน แต่ยังผูกโยงกับดวงดาวจริงบนท้องฟ้า

จือนี่ว์แทนดาวเวก้า (Vega) ในกลุ่มดาวพิณ ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดดวงหนึ่งบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

ส่วนหนิวหลางแทนดาวอัลแตร์ (Altair) ในกลุ่มดาวนกอินทรี

ทั้งสองดวงถูกคั่นกลางด้วยแถบทางช้างเผือก จึงเป็นภาพแทนของคู่รักที่มองเห็นกันแต่ไม่อาจอยู่ร่วมกัน

ที่จริงแล้ว ดาวทั้งสองไม่ได้เคลื่อนเข้ามาใกล้กันในวันที่ 7 เดือน 7 ตามที่เล่ากันในตำนาน แต่การกำหนดวันดังกล่าวเกิดจากความเชื่อและการสังเกตท้องฟ้าของชาวจีนโบราณ ซึ่งในช่วงปลายฤดูร้อน ดาวทั้งสองจะมองเห็นได้เด่นชัดบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

อิทธิพลของตำนานนี้แพร่กระจายไปทั่วเอเชีย

ญี่ปุ่นรับตำนานนี้ผ่านวัฒนธรรมจีนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8 ก่อนพัฒนาเป็น “เทศกาลทานาบาตะ” ซึ่งผู้คนจะเขียนคำอธิษฐานลงบนกระดาษสี แล้วผูกไว้กับกิ่งไผ่เพื่อขอพร

เกาหลีใต้มี “เทศกาลชิลซ็อก” (Chilseok) ซึ่งมีรากฐานจากเรื่องเดียวกัน

ส่วนในประเทศไทย แม้ “พระสุธน–มโนราห์” จะมีองค์ประกอบบางอย่างคล้ายกัน เช่น มนุษย์ตกหลุมรักหญิงจากโลกสวรรค์และการซ่อนปีกหางหรือเครื่องประดับของนางกินรี แต่ทั้งสองเรื่องมีต้นกำเนิดและพัฒนาการต่างกัน จึงไม่อาจกล่าวว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่สะท้อนคติร่วมของนิทานพื้นบ้านเอเชียเกี่ยวกับความรักระหว่างมนุษย์กับเทพธิดา

เกร็ดน่าสนใจ

• ในปี ค.ศ. 2006 สหประชาชาติขึ้นทะเบียนเทศกาลชีซีเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการอนุรักษ์ในจีนผ่านระบบมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของประเทศจีน ก่อนจะได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องในระดับนานาชาติ

• ในทางดาราศาสตร์ ดาวเวก้าอยู่ห่างโลกประมาณ 25 ปีแสง ส่วนดาวอัลแตร์อยู่ห่างประมาณ 16.7 ปีแสง ทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของ “สามเหลี่ยมฤดูร้อน” (Summer Triangle) ซึ่งเป็นกลุ่มดาวเด่นของซีกโลกเหนือในช่วงฤดูร้อน

• ในคืนเทศกาลชีซี หากฝนตก ชาวจีนบางพื้นที่เชื่อว่าเป็น “น้ำตาของคู่รัก” ที่หลั่งออกมาเมื่อถึงเวลาต้องจากกันอีกครั้งหลังได้พบเพียงคืนเดียว

ปัจจุบัน เทศกาลชีซียังคงเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญของประเทศจีน มีการจัดกิจกรรมด้านวัฒนธรรม การไหว้ขอพร และงานเฉลิมฉลองในหลายเมือง ขณะที่เทศกาลทานาบาตะของญี่ปุ่นได้รับการพัฒนาเป็นเทศกาลท่องเที่ยวระดับนานาชาติ โดยเฉพาะที่เมืองเซ็นได ซึ่งจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี และยังคงสืบสานตำนานของหนิวหลางและจือนี่ว์ให้มีชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมเอเชียจนถึงปัจจุบัน

เจาะเวลาหาอดีต
แหล่งอ้างอิง

Shijing (Book of Songs)
Jingchu Suishiji (Records of the Seasonal Customs of Jingchu)
The Cambridge History of China, Volume 1
Encyclopaedia Britannica – Qixi Festival
China National Intangible Cultural Heritage
National Astronomical Observatories, Chinese Academy of Sciences

#เทศกาลชีซี #ทานาบาตะ #หนิวหลางจือนี่ว์ #ตำนานจีน #วัฒนธรรมจีน #ประวัติศาสตร์ #สารคดีชีวิต #ทางช้างเผือก

01/08/2026
It was our pleasure to host Aqil (Aqil ), President of the National University of Singapore Astronomical Society (NUSAS)...
31/07/2026

It was our pleasure to host Aqil (Aqil ), President of the National University of Singapore Astronomical Society (NUSAS) and his friend at Daraga Chiang Dao.

We—and our guests—were very happy to see Venus through your duo telescopes. It was an amazing experience and truly one of the highlights of the evening.

Thank you for sharing your passion for astronomy and making our stargazing night even more memorable.

We hope to welcome you back to Daraga Chiang Dao again soon!




#เชียงดาว

Butternut จากโครงการหลวง นำมานึ่ง ทานพร้อมกับหัวกะทิ ต้อนรับลูกค้าที่เข้าพักวันนี้ค่ะ********เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดDark s...
25/07/2026

Butternut จากโครงการหลวง นำมานึ่ง ทานพร้อมกับหัวกะทิ
ต้อนรับลูกค้าที่เข้าพักวันนี้ค่ะ
********
เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
Dark sky property certified by NARIT

ห้องพัก 4 ห้อง ลานกางเต็นท์
ท้องฟ้ามืด กาแล็กซี เนบิวลา ดวงดาว หิ่งห้อย และ.. ความสงบ
********

ติดต่อ 081 296 0130
Whatsapp: +66 81 296 0130
Line ID: 0818603153
WeChat: sirikul55

#เชียงดาว


23/07/2026
18/07/2026

ดาราศาสตร์ และการเดินเรือใน "The Odyssey"

(บทความนี้ไม่มี spoiler)

ถ้าใครที่ได้ไปดูภาพยนต์เรื่องใหม่ของ Christopher Nolan กับมหากาพย์ของบทกวีเรื่องที่เก่าแก่ที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยถือกำเนิดขึ้นมาบนโลก "The Odyssey" จะมีฉากหนึ่งของการเดินเรือ ที่ Odysseus ที่กำลังจะล่องเรือไปทางทิศตะวันตก ได้บอกลูกเรือว่า

"เอา(กลุ่มดาว)หมีไว้ทางขวา"

แน่นอนว่า คำว่า "หมี" ในที่นี้หมายถึงกลุ่มดาว "หมีใหญ่" และ "หมีเล็ก" หรือ Ursa Major และ Ursa Minor สังเกตว่าเขาเลือกที่จะใช้กลุ่มดาว "หมี" นำทาง มากกว่าที่จะใช้ "ดาวเหนือ" ซึ่งเป็นรายละเอียดที่น่าสนใจมาก

- ตำนานของกลุ่มดาวหมี

ในตำนานกรีกนั้น หมีทั้งสองมาจากตำนานของ Callisto ที่เทพซุสแอบมีสัมพันธ์ด้วย จนคลอดบุตรออกมาชื่อว่า Arcas ต่อมาเมื่อ Hera ภรรยาของซุสจับได้ จึงลงโทษโดยการสาป Callisto ให้กลายเป็นหมีไปหลบอยู่ในป่า เมื่อ Arcas โตขึ้นอายุ 16 ปี บังเอิญไปเจอแม่ของตัวเองในป่าเข้า Callisto ที่ไม่ได้เจอลูกมานานจึงพยายามวิ่งเข้ามาหา แต่ Arcas กลับคิดว่าหมีกำลังจะทำร้าย จึงพยายามจะป้องกันตัวเอง เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกฆ่าแม่ของตัวเอง ซุสจึงได้เสก Arcas ให้เป็นหมีเช่นกัน และจับทั้งสองเหวี่ยงขึ้นไปบนท้องฟ้า กลายเป็นกลุ่มดาว (ตำนานกรีกนั้นมีหลายเวอร์ชั่น แตกต่างกันเล็กน้อย บ้างก็ว่าลูกฆ่าแม่ไปแล้ว บ้างก็อธิบายว่าตอนเหวี่ยงขึ้นไปนั้นเป็นต้นเหตุที่ทำให้ "หมี" มีหางยาว)

ตำนานกรีกยังเล่าขานกันว่า จนถึงทุกวันนี้ หมีทั้งสองก็ยังคงวนหากันอยู่บนท้องฟ้า

- กลุ่มดาวหมี และการหาทิศทาง

กลุ่มดาวหมีทั้งสองนั้นเป็นกลุ่มดาวที่สำคัญมากในการหาทิศทาง เพราะกลุ่มดาวทั้งสองนั้นอยู่ใกล้กับขั้วฟ้าเหนือเป็นอย่างมาก เราจึงมักจะพบกลุ่มดาวทั้งสองในทางทิศเหนือ

นอกจากนี้ ปัจจุบัน "ดาวเหนือ" หรือ Polaris ตรงกับดาวสว่างที่ตรงปลายหางของหมีเล็กพอดี ซึ่งหากเราสามารถหากลุ่มดาวหมีเล็กได้ เราก็จะหาดาวเหนือได้ นอกจากนี้ กลุ่มดาวหมีใหญ่เป็นกลุ่มดาวที่ประกอบด้วยดาวสว่างที่สังเกตเห็นได้ง่าย มีรูปร่างที่ชัดเจน หรือที่รู้จักกันในชื่อของ "กระบวย" โดยหากเราลากดาวทั้งสองของปลาย "กระบวย" ในส่วนของกลุ่มดาวหมีใหญ่ ก็จะสามารถนำเราไปสู่ดาวเหนือได้เช่นกัน

แม้ว่าลำพังการสามารถสังเกตกลุ่มดาวทั้งสองนั้นก็พอจะบอกได้คร่าวๆ แล้วว่าทิศใดค่อนไปทางเหนือ แต่การที่สามารถระบุดาวเหนือได้นั้นจะทำให้การหาทิศทางแม่นยำกว่าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในการเดินเรือ

- ทำไม Odysseus จึงไม่ได้มองหา "ดาวเหนือ"?

รายละเอียดหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ก็คือในภาพยนต์นั้น Odysseus ไม่ได้บอกให้เอา "ดาวเหนือ" ไว้ทางขวา แต่บอกให้เอา "หมี" ไว้ทางขวา

ซึ่งความเป็นไปได้หนึ่ง ก็คือนี่อาจจะเป็นความบังเอิญ ที่ทางทีมถ่ายทำรู้สึกว่า "หมี" มันฟังดูเข้าใจง่ายกว่าสำหรับคนดู มากกว่า "ดาวเหนือ" แล้วยังแอบ tie-in ความเป็นกรีกเข้าไปด้วย แต่ถ้าหากว่านี่เป็นความตั้งใจของ Christopher Nolan แล้ว นี่จะเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ลึกซึ้งมากทีเดียว

นั่นก็เป็นเพราะว่า ในสมัยกรีกโบราณนั้น ไม่ได้มี "ดาวเหนือ" นั่นเอง

"ดาวเหนือ" นั้นไม่ได้มีความพิเศษอะไร เป็นดาวที่มีความสว่างพอสมควร แต่ไม่ได้สว่างที่สุดบนท้องฟ้า (อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด) มันก็แค่ "บังเอิญ" ไปอยู่เกือบตรงกับขั้วของท้องฟ้าพอดี แต่ก็ยังห่างออกไปเกือบ 1 องศา

ซึ่งที่เป็นเรื่องบังเอิญโดยแท้จริง เพราะความจริงแล้วขั้วเหนือของท้องฟ้านั้นไม่ได้อยู่กับที่ เพราะว่าแกนของโลกที่เอียงนั้น กำลังส่ายอย่างช้าๆ คล้ายกับลูกข่างที่กำลังจะล้ม โดยหนึ่งรอบในการส่ายกินเวลาประมาณ 20,000 ปี

แม้ว่า 20,000 ปีนั้นอาจจะฟังดูเป็นเวลาที่ฟังดูนาน แต่หากเทียบกันแล้วในยุคกรีกโบราณนี่ก็เกิดขึ้นมาแล้วกว่า 3,000 ปีที่แล้ว ซึ่งเกิน 1 ใน 10 รอบไปแล้ว นั่นหมายความว่าตำแหน่งของขั้วฟ้าเหนือนั้นไม่ได้อยู่ใกล้กับดาว "Polaris" ในยุคของกรีก (และก็ไม่เคยมีดาวชื่อ "Polaris" จนในยุคหลังๆ)

กลับกัน ตำแหน่งของ "ขั้วฟ้า" ในยุคกรีกโบราณนั้น จะอยู่ระหว่างกลุ่มดาวหมีใหญ่และหมีเล็ก ด้วยเหตุนี้ ในตำนานของกรีกดั้งเดิมนั้น แม่หมีและลูกหมี จะ "วนหากันไปตลอด" โดยจะหมุนไปรอบๆ ขั้วเหนือ ในขณะที่ในยุคปัจจุบัน จะกลายเป็น "แม่หมีวนไปรอบๆ ลูกหมี"

ซึ่งนั่นหมายความว่า ในยุคกรีกโบราณของ Odysseus นั้น เขาจะไม่มองหา "ดาวเหนือ" แต่จะมองหา "หมี" และใช้กลุ่มดาวหมีทั้งสองบอกทิศเหนือนั่นเอง ซึ่งเป็นรายละเอียดของภาพยนต์ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ดีมากๆ

- ดินแดนแห่งหมี: Arctic & Antarctic

บางคนอาจจะเคยได้ยินที่มีคนบอกว่า "Arctic" แปลว่าหมี ส่วน "Antarctic" แปลว่าไม่มีหมี ซึ่งเป็นการบอกว่าขั้วโลกเหนือนั้นมีหมีขาว แต่ขั้วโลกใต้นั้นไม่มี

ซึ่งก็เป็นความจริงว่าคำว่า "Arctic" นั้นมาจากกรีกโบราณคำว่า ἄρκτος หรือ "arktos" ที่แปลว่า "หมี" และก็เป็นเรื่องจริงว่าหมีขาวนั้นพบได้เฉพาะในขั้วโลกเหนือ ก็เลยฟังดูสมเหตุสมผลว่านั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่เขาตั้งชื่อนั้น

แต่ปัญหาก็คือ ในยุคกรีกโบราณนั้น เขายังไม่รู้จักว่ามีหมีขาวด้วยซ้ำ (และก็ไม่มีใครทราบได้ว่าขั้วโลกใต้มีหมีขาวหรือไม่) จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะตั้งชื่อ Arctic จากหมีขาว

แท้จริงแล้ว คำว่า "Arctic" แปลได้ว่า "ดินแดนแห่งหมี" ซึ่งหมีในที่นี่ ก็หมายถึง Callisto และ Arcus กลุ่มดาวหมีใหญ่และหมีเล็กของเรานั่นเอง เพราะชาวกรีกโบราณจะใช้กลุ่มดาวหมีทั้งสองมองหาทิศเหนือ จึงเรียกดินแดนอันไกลโพ้นทางทิศของกลุ่มดาวหมีว่าเป็น "ดินแดนแห่งหมี" หรือ Arctic ซึ่งเป็นเหตุบังเอิญว่าขั้วโลกนี้กลับมีหมีขาวอาศัยอยู่พอดี

18/07/2026

ถ้าวันหนึ่งฉันเป็นโรคสมองเสื่อม

ถึงครอบครัวที่รักมากของฉัน :

ถ้าสักวันหนึ่ง ตัวฉันเองกลายเป็นคนโรคสมองเสื่อม โปรดนำข้อความที่ฉันเขียนนี้ไปติดไว้ที่หน้าผนังห้องของฉันด้วยนะ

ฉันหวังว่า เมื่อฉันยังเข้าใจมันได้ การเห็นมันจะนำความสงบสุขมาให้ฉัน เมื่อฉันไม่สามารถเข้าใจมันได้อีกต่อไป มันจะเป็นวิธีที่พวกคุณยังมีสติ แสดงความรักต่อฉันได้บ้างนะ

1. ทุกครั้งที่พวกคุณเข้ามาหาฉัน โปรดเรียกชื่อฉันก่อน และบอกฉันว่าพวกคุณเป็นใคร มิฉะนั้น ฉันจะถามพวกคุณก่อนว่า "สวัสดี ฉันเป็นใคร?" โปรดอย่าถามฉันว่า "คุณรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?" ฉันอาจจะไม่รู้จริงๆ และนั่นจะทำให้ฉันตกใจ

2. ถ้าฉันอยู่ในไทม์ไลน์อื่น โปรดอย่ารีบดึงฉันกลับมา โปรดอยู่กับฉันที่นั่น บางทีฉันอาจมีความสุขกว่าที่นั่น

3. ถ้าฉันบอกว่า เราจะไปทานอาหารเย็นที่บ้านเพื่อนเก่า หรือพูดถึงญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว โปรดยิ้ม และเชื่อว่ามันเป็นความจริงไปพร้อมกับฉันด้วยนะ แม้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงเลย

4. อย่าเถียงกับฉันเลย ตอนนั้นฉันไม่รู้จริงๆว่า สิ่งที่พวกคุณพูดถูก หรือสิ่งที่ฉันจำได้ถูกต้อง โปรดให้ฉันชนะ ด้วยความรักความเมตตาของคุณได้ไหม

5. ถ้าฉันจำคุณไม่ได้ โปรดอย่าเสียใจ มันไม่ใช่ว่า ฉันไม่รักคุณ แต่สมองฉันคงสับสน ตามวัยชราที่มาเอง

6. ถ้าฉันลืมวิธีใช้ช้อนตักอาหารก็อย่ารีบป้อนฉันเลย โปรดผูกผ้ากันเปื้อนให้ฉัน และลองให้ฉันกินด้วยมือดู ทำเป็นเหมือนตอนพวกคุณเป็นเด็กตัวเล็กๆ

7. ถ้าคุณเห็นหน้าฉัน มีความกังวล หรือเศร้า โปรดจับมือฉันไว้ อย่าบอกฉันว่า "อย่าคิดมาก" โปรดนั่งเงียบๆ ยิ้มกับฉันสักครั้งเถอะ

8. โปรดอย่าปฏิบัติต่อฉันเหมือนเด็ก ตามพฤติกรรมที่พวกคุณเห็นฉัน แม้ว่าฉันแก่แล้ว จะสูญเสียภาษาหรือความเข้าใจไป แต่จิตวิญญาณของฉันยังคงเป็นของผู้ใหญ่

9. โปรดให้ฉันได้ทำในสิ่งที่ฉันรักต่อไป อย่าไปถือสาอะไรกับคนแก่สมองเสื่อมอย่างฉันเลยได้ไหม

10. แม้ว่าคุณจะได้ยินเรื่องราวของฉันมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว พูดแล้วพูดอีก แต่นั่นมันอาจเป็นเรื่องเดียวที่ฉันยังจำได้ ทนฟังหน่อยนะ

11. ถ้าฉันควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้กะทันหัน โปรดอย่าโทษฉันเลย พยายามหาเหตุผลว่า ทำไมคนแก่สมองเสื่อมอย่างฉัน ถึงแกล้งมีอารมณ์เสียอย่างนั้น

12. โปรดปฏิบัติต่อฉันตอนที่ฉันแก่ตัวลง อย่างที่คุณอยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อคุณ

13. โปรดเตรียมขนมอร่อยๆที่ฉันชอบ วางไว้ที่บ้านบ้าง

14. ถ้าคุณกำลังพูดถึงฉัน โปรดพูดต่อหน้าฉัน ยิ้ม หัวเราะกับฉันอย่าพูดราวกับว่า ฉันไม่มีตัวตน

15. ถ้าคุณไม่สามารถดูแลฉันแบบเต็มเวลาได้อีกต่อไป โปรดอย่าโทษตัวเอง ฉันเข้าใจ ทุกคนมีภาระส่วนตัว ต้องรับผิดชอบต่างๆนาๆ

16. เมื่อฉันต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โปรดอย่าลืมแวะมาเยี่ยมฉันด้วย

17. เมื่อฉันออกเสียงชื่อผิด พูดผิด หรือลืมสิ่งต่างๆ โปรดอดทนกับฉันด้วย เพราะสมองฉันไม่เหมือนเดิม แต่ตัวฉันยังเป็นคนเดิมที่รักพวกคุณ

18. โปรดเปิดเพลงที่ฉันชอบ ให้ฉันฟังด้วยบ้าง

19. ถ้าฉันชอบถือของไปๆ มาๆ โปรดเก็บมันกลับไปที่เดิมให้ด้วย เพราะสมองฉันคงจำไม่ได้หรอกว่า มันเคยอยู่ตรงไหน

20. โปรดอนุญาตให้ฉันรักษาความเชื่อ และนิสัยของฉันไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

21. โปรดอย่าลังเลที่จะเข้ามาโอบกอด และจับมือฉัน ยิ้มกับฉันทุกวันๆ

22. สิ่งสำคัญที่สุดคือ โปรดจำไว้ว่า ฉันยังคงเป็นฉันเหมือนเดิม แม้ว่าฉันอาจจะไม่ใช่คนเดิมที่คุณเคยจำอดีตได้ แต่ฉันก็ยังเป็นคนที่คุณรัก ตัวฉันยังรักพวกคุณ แต่แสดงออกไม่ได้ เพราะฉันเป็นโรคสมองเสื่อม😩

ที่มา: สังคมผู้สูงวัย

ภาพ: พ.ค. 2569 ที่ Wengen ; Switzerland 🇨🇭

FB: โต๊ะป้าศรี CH Table

ที่อยู่

372 Moo 11 Ban Mae To
Chiang Dao
50170

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ดารกะ เชียงดาว Daraga Chiang Daoผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์