สวท.ยโสธร Yasothon News

สวท.ยโสธร Yasothon News สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดยโสธร FM 90 MHz

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ.2569  เวลา 14.00 น.นายชาญชัย  ศรศรีวิชัย  ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร พร้อมด้วยนางสุมิตรา นาแสว...
16/09/2026

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ.2569 เวลา 14.00 น.
นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร พร้อมด้วยนางสุมิตรา นาแสวง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารรภัยจังหวัดยโสธร นายภัทรพล สารการ นายอำเภอเมืองยโสธร นายบัญชา กันหาสินธ์ ประชาสัมพันะ์จังหวัดยโสธร และคณะ ออกตรวจติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดยโสธร หลังจากกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดยโสธร แจ้งเตือนและเฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำท่วมขัง น้ำล้นตลิ่ง ช่วงระหว่างวันที่ 13 - 18 กันยายน 2569 ดังนี้
1. พื้นที่บ้านใหม่ชุมพร หมู่ที่ 11 ตำบลเดิด อำเภอเมืองยโสธร เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำติดกับลำน้ำยัง น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตร(นาข้าว) เป็นประจำในช่วงฤดูน้ำหลาก เนื่องจากช่วงดังกล่าวของลำน้ำยัง ยังไม่มีพนังกั้นน้ำ ส่วนบ้านเรือนของประชาชนยังไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด การให้ความช่วยเหลืออยู่ระหว่างเกษตอำเภอเมืองยโสธร ดำเนินการสำรวจหลังน้ำลดเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไป และให้กำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัย
2. พื้นที่บุ่งน้อย-บุ่งใหญ่ เทศบาลเมืองยโสธร ซึ่งเทศบาลเมืองยโสธร ได้เตรียมความพร้อมโดยดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง สูบน้ำลงเแม่น้ำชี เพื่อป้องกันน้ำท่วมเขตพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่ชุมชนเมือง

ครม. เห็นชอบขยาย "โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่" ถึงปี 2574 เร่งสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง ป้อนอุตสาหกรรมอนาคตคณะรัฐมนตรีมีมติเห็น...
16/09/2026

ครม. เห็นชอบขยาย "โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่" ถึงปี 2574 เร่งสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง ป้อนอุตสาหกรรมอนาคต

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการขยายระยะเวลาดำเนินโครงการผลิตอาชีวะพันธุ์ใหม่และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูงสำหรับอุตสาหกรรม New Growth Engine ตามนโยบาย Thailand 4.0 และการปฏิรูปการอุดมศึกษาไทย จากเดิม “บัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2561–2569” เป็น “บัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2561–2574” ภายใต้กรอบงบประมาณคงเหลือ 3,100 ล้านบาท ซึ่งเดิมคณะรัฐมนตรี เคยมีมติเห็นชอบในหลักการโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 ภายใต้กรอบวงเงิน 13,086.38 ล้านบาท และได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว 6,718.54 ล้านบาท คงเหลือกรอบงบประมาณ 6,367.84 ล้านบาท ซึ่งจากผลการดำเนินโครงการในช่วง พ.ศ. 2561–2568 สามารถพัฒนากำลังคนได้ 90,035 คน คิดเป็นร้อยละ 83.15 ของเป้าหมาย 108,279 คน มีสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วม 123 แห่ง และสถานประกอบการเข้าร่วมมากกว่า 2,500 แห่ง ส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษามีอัตราการได้งานทำและรายได้เริ่มต้นสูงกว่าหลักสูตรปกติ การขยายระยะเวลาโครงการมุ่งผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีทักษะและสมรรถนะตรงตามความต้องการ จำนวน 81,600 คน เพื่อรองรับ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและยุทธศาสตร์ประเทศ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง และผู้ประกอบการ SMEs พร้อมปรับแผนการดำเนินงานตามแนวคิด Skills-First Degree Later ผ่านหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree) ระยะเวลา 3–4 เดือน หรือ 9 หน่วยกิต เปิดโอกาสให้สะสมหน่วยกิตและเทียบโอนรับปริญญาบัตรในภายหลัง โดยผู้เรียนต้องปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 แบ่งเป็นหลักสูตรประกาศนียบัตร 80,000 คน และหลักสูตรระดับปริญญา 1,600 คน นอกจากนี้ จะส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ ดิจิทัล และการวิเคราะห์ข้อมูล บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และพัฒนาระบบบริหารจัดการกำลังคน เพื่อรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตและตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน

#ครมเห็นชอบขยายโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ #ถึงปี2574 #เร่งสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง #ป้อนอุตสาหกรรมอนาคต #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

ครม. เห็นชอบ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครอง 30 ล้านหลังคาเรือน 3 ภัย “น้ำท่วม วาตภัยแผ่นดินไหว” เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค....
16/09/2026

ครม. เห็นชอบ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครอง 30 ล้านหลังคาเรือน 3 ภัย “น้ำท่วม วาตภัยแผ่นดินไหว” เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 69

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ได้แก่ เห็นชอบกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการซื้อประกันภัยให้กับประชาชน ค่าเบี้ยประกันภัยในวงเงินรวม 15,500,000,000 บาท เพื่อให้ความคุ้มครอง 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็น กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 15,000,000,000 บาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 500,000,000 บาท ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสนอ เพื่อปรับแนวทางของภาครัฐจาก “ตั้งรับหลังเกิดภัย” สู่ “บริหารความเสี่ยงล่วงหน้า” เนื่องจากภัยพิบัติมีความรุนแรงและความถี่เพิ่มขึ้น พื้นที่ประสบภัยไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน ระบบประกันภัยจึงเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกำหนดล่วงหน้าว่าความเสี่ยงส่วนใดรัฐจะรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือถ่ายโอนไปยังระบบประกันภัย ช่วยลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณ และทำให้ประชาชนเข้าถึงเงินช่วยเหลือหรือชดเชยความเสียหายได้รวดเร็วขึ้น สำหรับความคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว มีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง และกรณีเสียชีวิต 2,000,000 บาทต่อคน โดยกรมธรรม์มีผลความคุ้มครอง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม มีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว และให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองด้านชีวิตและทรัพย์สินและเข้าถึงเงินชดเชยได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัย

#ครมเห็นชอบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ #คุ้มครอง30ล้านหลังคาเรือน #น้ำท่วมวาตภัยแผ่นดินไหว #เริ่มคุ้มครอง 1ตุลาคม2569 #กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

พยากรณ์อากาศวันนี้
16/09/2026

พยากรณ์อากาศวันนี้

ระดับน้ำแม่น้ำโขง วันที่ 16 กันยายน 2569ภาพรวมระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งทุกสถานี โดย 3 สถานีระดับน้ำลดลง ขณะที่ โขงเจียม จ....
16/09/2026

ระดับน้ำแม่น้ำโขง วันที่ 16 กันยายน 2569

ภาพรวมระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งทุกสถานี โดย 3 สถานีระดับน้ำลดลง ขณะที่ โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ยังคงเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มเพียง 4 ซม.

* โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ระดับน้ำ 12.28 ม. เพิ่มขึ้น 4 ซม. ต่ำกว่าตลิ่ง 2.22 ม.

* ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ ระดับน้ำ 6.30 ม. ลดลง 6 ซม. ต่ำกว่าตลิ่ง 6.70 ม.

* เมืองมุกดาหาร ระดับน้ำ 8.43 ม. ลดลง 10 ซม. ต่ำกว่าตลิ่ง 4.07 ม.

* เมืองนครพนม ระดับน้ำ 7.96 ม. ลดลง 17 ซม. ต่ำกว่าตลิ่ง 5.04 ม.

⚠️ เน้นเฝ้าระวัง จ.อุบลราชธานี
สถานีโขงเจียมระดับน้ำ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 12.24 เป็น 12.28 เมตร ในรอบ 24 ชั่วโมง ขณะที่ระยะห่างจากตลิ่งลดจาก 2.26 เหลือ 2.22 เมตร จึงควรติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำโขงและพื้นที่ลุ่มต่ำ

ปภ. แจ้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ และ กทม. เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ช่วงวั...
16/09/2026

ปภ. แจ้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ และ กทม. เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ช่วงวันที่ 15 - 20 ก.ย. 69

(15 ก.ย. 68) เวลา 20.00 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานคร เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ในช่วงวันที่ 15 – 20 ก.ย. 69 โดยจัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงเพื่อเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย โดยเฉพาะพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้ได้มากที่สุด รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้า และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนปฏิบัติตามประกาศแจ้งเตือนภัยจากทางราชการอย่างเคร่งครัด

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาวะอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ประกอบกับ กรมอุตุนิยมวิทยาได้มีประกาศ เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 17 - 20 กันยายน 2569) ฉบับที่ 1 (205/2569 ประกาศ ณ วันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 05.00 น. ระบุว่า ในช่วงวันที่ 17 - 20 กันยายน 2569 ประเทศไทยจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเริ่มมีผลกระทบในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ในวันที่ 17 กันยายน 2569 หลังจากนั้นภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะได้รับผลกระทบในวันถัดไป (วันที่ 18 กันยายน2569) ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากสาธารณรัฐประชาชนจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ส่งผลให้ร่องมรสุมเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออกและภาคใต้ตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน มีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2 - 3 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร นอกจากนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้มีประกาศฉบับที่ 4/2569 เรื่อง เฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำลันตลิ่ง ประกาศ ณ วันที่ 14 กันยายน 2569 แจ้งว่า ในช่วงวันที่ 15 - 19 กันยายน2569 มีพื้นที่เสียงที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เนื่องจากระบายน้ำไม่ทัน โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์ ในช่วงวันที่ 15 - 20 กันยายน 2569 แยกเป็น
🚨 พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง ทุกจังหวัด
🚨 พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมขัง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร
🚨 พื้นที่เฝ้าระวังคลื่นลมแรง
- ภาคใต้ จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดระนอง (อำเภอเมืองระนอง อำเภอกะเปอร์ และอำเภอสุขสำราญ) จังหวัดพังงา (อำเภอคุระบุรี อำเภอตะกั่วป่า อำเภอท้ายเหมือง อำเภอตะกั่วทุ่ง และอำเภอเกาะยาว) จังหวัดภูเก็ต (ทุกอำเภอ) จังหวัดกระบี่ (อำเภอเมืองกระบี่ อำเภออ่าวลึก อำเภอเหนือคลอง อำเภอคลองท่อม และอำเภอเกาะลันตา) จังหวัดตรัง (อำเภอสิเกา อำเภอกันตัง อำเภอหาดสำราญ และอำเภอปะเหลียน) และจังหวัดสตูล (อำเภอเมืองสตูล อำเภอทุ่งหว้า อำเภอละงู และอำเภอท่าแพ)
🚨 พื้นที่เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกัก บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน เพชรบูรณ์ ตาก อุทัยธานี ชัยภูมิ สกลนคร จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี กระบี่ และจังหวัดระนอง
🚨 พื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของ ลำน้ำยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน แม่น้ำสาย และแม่น้ำกก บริเวณจังหวัดเชียงราย แม่น้ำน่าน บริเวณจังหวัดน่าน แม่น้ำเมย บริเวณจังหวัดตาก แม่น้ำแควน้อย บริเวณ จังหวัดพิษณุโลก แม่น้ำป่าสัก บริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์ แม่น้ำสงคราม บริเวณจังหวัดสกลนคร และแม่น้ำโก-ลก และคลองตันหยงมัส บริเวณจังหวัดนราธิวาส
กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้ประสานแจ้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ และกรุงเทพมหานคร รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตทั่วประเทศให้เตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณฝนที่ตกหนักซึ่งอาจทำให้เกิดอุทกภัยได้ โดยได้กำชับให้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้จัดทีมปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อเข้าเผชิญเหตุและให้การช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่เสี่ยงและบริเวณที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ใน 24 ชั่วโมง พื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้ได้มากที่สุด สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ โดยเฉพาะถ้ำน้ำตก ถ้ำลอด หากมีความเสี่ยงเกิดสถานการณ์ภัยให้ประกาศแจ้งเตือนและปิดกั้นพื้นที่ไม่ให้บุคคลใดเข้าพื้นที่ ตลอดจนจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมรองรับผู้อพยพ ในกรณีที่มีคลื่นลมแรงให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศหรือติดตั้งสัญญาณแจ้งเตือนบริเวณชายฝั่งทะเลห้ามนักท่องเที่ยวเล่นน้ำโดยเด็ดขาด และให้แจ้งชาวเรือ ผู้บังคับเรือ และผู้ประกอบการเดินเรือโดยสารเพิ่มความระมัดระวัง ในการเดินเรือหากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรง ให้พิจารณาห้ามเดินเรือเด็ดขาด พร้อมกันนี้ให้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัย และพร้อมเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีหากเกิดสถานการณ์ขึ้น ตลอด 24 ชั่วโมง และขอให้จังหวัดประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนติดตามข้อมูลสภาวะอากาศและข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์โดยปฏิบัติตามคำแนะนำจากทางราชการอย่างเคร่งครัด
ท้ายนี้ ขอให้ประชาชนติดตามสภาพอากาศ ประกาศการแจ้งเตือนภัย สถานการณ์น้ำในพื้นที่ และข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถติดตามข่าวสารการแจ้งเตือนภัยที่แอปพลิเคชัน "THA DISASTER ALERT" และแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือทางไลน์ "ปภ.รับแจ้งเหตุ1784" รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือต่อไป

📢 ครม. (15 กันยายน 69) ขานรับข้อเสนอ กกร. มีมติเดินหน้าโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” ยกระดับความโปร่งใสและการให้บริการ...
16/09/2026

📢 ครม. (15 กันยายน 69) ขานรับข้อเสนอ กกร. มีมติเดินหน้าโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” ยกระดับความโปร่งใสและการให้บริการประชาชน

📌 สาระสำคัญของมติ ครม.

(one) ให้หน่วยงานของรัฐ 355 หน่วยงาน ทั้งส่วนกลาง องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ และจังหวัด เลือกอย่างน้อย 1 กระบวนงาน เพื่อยกระดับความโปร่งใส

(two) แนวทางดำเนินการ เช่น
- เพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการอนุมัติอนุญาต
- ใช้เทคโนโลยีในการทำงานและให้บริการ
- แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค
- สร้างระบบเฝ้าระวังจุดเสี่ยง
-เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม
-มีระบบร้องเรียน/คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส

(three) กรอบเวลาดำเนินการ
- หน่วยงานนำร่อง ดำเนินการภายใน 6 เดือน
- หน่วยงานทั่วไป ดำเนินการภายใน 1 ปี

📢 ครม. (15 กันยายน 69) มีมติเห็นชอบข้อเสนอแนวทางการไม่เรียกเอกสารจากประชาชนในการติดต่อราชการ📌 สาระสำคัญของมติ ครม.(one) ...
16/09/2026

📢 ครม. (15 กันยายน 69) มีมติเห็นชอบข้อเสนอแนวทางการไม่เรียกเอกสารจากประชาชนในการติดต่อราชการ

📌 สาระสำคัญของมติ ครม.

(one) เดินหน้าลดการเรียกเอกสารจากประชาชน
• หากเป็นข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่แล้ว และสามารถตรวจสอบหรือเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้ ประชาชนไม่ต้องนำเอกสารมาแสดงหรือยื่นซ้ำ
• ภาครัฐจะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ (GDX) เพื่อให้การติดต่อราชการ สะดวก รวดเร็ว และลดภาระของประชาชน

(two) ครอบคลุมเอกสารสำคัญ 58 รายการ
แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่ ครม. มีมติ
🟢 31 รายการ หน่วยงานของรัฐเชื่อมเพื่อใช้ให้บริการใน 6 เดือน
🟡 27 รายการ หน่วยงานเจ้าของข้อมูลเชื่อมข้อมูลผ่าน GDX ภายใน 1 ปี

📄 ตัวอย่างเอกสารสำคัญ
บัตรประชาชน • ทะเบียนบ้าน • สูติบัตร • ทะเบียนสมรส • เอกสารสิทธิในที่ดิน • ใบอนุญาตขับรถ • ใบคู่มือจดทะเบียนรถ • หนังสือเดินทาง • วุฒิการศึกษา และเอกสารสำคัญอื่น ๆ รวม 58 รายการ

รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ลงพื้นที่ราชบุรี ติดตามโครงการคมนาคมและพัฒนาศาสนสถานวันที่ 15 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชก...
16/09/2026

รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ลงพื้นที่ราชบุรี ติดตามโครงการคมนาคมและพัฒนาศาสนสถาน

วันที่ 15 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เป็นประธานในพิธีส่งมอบงานโครงการ “คมนาคมปรับปรุง บำรุง รักษา ศาสนสถานในพระพุทธศาสนา 99 แห่งทั่วประเทศ” ณ วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร อำเภอเมืองราชบุรี ในการนี้มี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ และเจ้าหน้าที่กระทรวงคมนาคม เข้าร่วมพิธี

โครงการ “คมนาคมปรับปรุง บำรุง รักษา ศาสนสถานในพระพุทธศาสนา 99 แห่งทั่วประเทศ” เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานในสังกัด เพื่อปรับปรุง ดูแล และพัฒนาศาสนสถานจำนวน 99 แห่งทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถวายพระกุศลเนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา ของสมเด็จพระสังฆราช

นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งยกระดับสภาพแวดล้อม ความสะอาด และความพร้อมในการใช้งานของวัดและศาสนสถาน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและจิตอาสาของบุคลากรในสังกัดกระทรวงคมนาคม ตลอดจนสนับสนุนการบูรณะและดูแลรักษาศาสนสถานให้มีความมั่นคง สวยงาม และเอื้อต่อการประกอบศาสนกิจของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชน รวมทั้งร่วมอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันสำคัญของท้องถิ่น

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายพิพัฒน์ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการปรับปรุงสะพานธนะรัชต์ อำเภอเมืองราชบุรี เพื่อติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงาน และเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ใช้เส้นทาง บริเวณดังกล่าวยังเป็นที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองอีก 2 แห่ง ได้แก่ สะพานจุฬาลงกรณ์ และสะพานขึงรถไฟ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สะพาน 3 ยุค” ซึ่งมีแผนพัฒนาทางเดินเชื่อมต่อ หรือ Walkway เพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวและเอกลักษณ์ของสะพานทั้ง 3 ยุคเข้าด้วยกัน อันจะช่วยส่งเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดราชบุรีในอนาคต

จากนั้น นายพิพัฒน์ได้ตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างสะพานสิริลักษณ์ อำเภอเมืองราชบุรี ซึ่งเป็นโครงการรื้อถอนและก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองแห่งใหม่ทดแทนสะพานเดิม บนทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางบนเส้นทางหลักเชื่อมต่อสู่ภาคใต้และเขตเมืองราชบุรี โครงการใช้งบประมาณปี 2569 วงเงิน 1,300 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ช่วงกิโลเมตรที่ 97+500 ถึง 100+245 ระยะทางรวม 2.745 กิโลเมตร โดยก่อสร้างสะพานใหม่ขนาด 8 ช่องจราจร หรือทิศทางละ 4 ช่องจราจร เพื่อแก้ไขปัญหาคอขวด ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบริเวณเชิงสะพาน และรองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

16/09/2026

ที่อยู่

19/9 ถ. เทศบาล1 ต. ในเมือง
Yasothon
35000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

045-712154

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สวท.ยโสธร Yasothon Newsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สวท.ยโสธร Yasothon News:

ทางลัด

แชร์